
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ร่วมกับ สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน ( Community Health Impact Assessment Platform หรือCHIA Platform) และคณะ ลงพื้นที่หมู่บ้านแคววัวดำ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก ซึ่งปัจจุบันยังคงตรวจพบสารพิษอย่างต่อเนื่องสร้างความกังวลให้กับชาวบ้านที่ยังต้องพึ่งพาแม่น้ำกกในการดำรงชีวิต
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ CHIA Platform ได้เก็บข้อมูลที่ชุมชนบ้านแคววัวดำ และได้มาทำการคืนข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ตะกอนดิน และผลตรวจปัสสาวะให้กับชาวบ้าน โดยมีการอธิบายรายละเอียดถึงชนิดของสารที่ตรวจพบ เช่น สารหนู ปรอท แคดเมียม โครเมียม และตะกั่ว พร้อมทั้งชี้แจงค่าความเข้มข้นที่ตรวจวัดได้ เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้ชุมชนเห็นภาพสถานการณ์อย่างชัดเจนและรับมือ
สมพร เพ็งค่ำ นักวิชาการ ผู้อำนวยการCHIA Platform อธิบายถึงการคืนข้อมูลว่า ตัวอย่างที่ได้นำไปตรวจสอบนั้นเก็บมาจากแปลงนาของชาวบ้านที่ถูกน้ำกกท่วมในช่วงปีที่ผ่านมา โดยชาวบ้านมีความกังวลว่าในเมล็ดข้าว ดิน น้ำ และปัสสาวะ อาจมีสารพิษปนเปื้อน โดยเฉพาะการพบ “สารหนูอนินทรีย์” ซึ่งเป็นรูปแบบของสารหนูที่มีความเป็นพิษสูงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง จึงต้องการตรวจสอบว่ามีการปนเปื้อนมากน้อยเพียงใด และหากบริโภคข้าวที่ปลูกในพื้นที่ดังกล่าว จะทำให้สารพิษสะสมในร่างกายหรือไม่
“ผลตรวจที่ออกมาถือว่าน่าวิตก เนื่องจากพบการปนเปื้อนของสารพิษในตัวอย่างทั้ง 3 ประเภท แต่ระดับการปนเปื้อนแตกต่างกัน บางตัวอย่างมีค่าสูงเกินมาตรฐาน บางตัวอย่างยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่มีค่าใกล้เคียงเกณฑ์ที่กำหนด แม้ยังสามารถทำการเกษตรและบริโภคได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ความระมัดระวังอย่างมาก”สมพร กล่าว
สมพรกล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์เชิงพื้นที่จากผลลัพธ์ที่ได้ดูพบข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แปลงนาที่อยู่ติดแม่น้ำกกซึ่งเจ้าของนาได้ขุดหน้าดินออกไป และเปลี่ยนมาใช้น้ำจากลำห้วยบนภูเขาแทนน้ำในแม่น้ำกก กลับมีค่าการปนเปื้อนไม่เกินมาตรฐาน สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของชาวบ้านต่อวิกฤตสารพิษจากน้ำท่วม และในทางตรงกันข้ามอีกตัวอย่างหนึ่งคือ แปลงนาที่ไม่ได้มีการปรับหน้าดินหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการเกษตรใด ๆ ยังคงพบค่าการปนเปื้อนเกินมาตรฐานอยู่
“สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องผลผลิตเสียหายสารพิษในแม่น้ำ แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยในระยะยาวของคนในชุมชน เราต้องยอมรับว่าการปนเปื้อนสารพิษมันไม่ได้หายไปเองตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งนี้ที่หลายคนคาดหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ซึ่งต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบ”สมพร กล่าว
ทั้งนี้สมพร ได้เสนอให้จัดทำแผนที่จุดความเสี่ยงในชุมชน เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพร่วมกันว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงจากสารพิษมากน้อยเพียงใด และจะร่วมกันออกแบบแนวทางลดการปนเปื้อนได้อย่างไร โดยแนวทางดังกล่าวอาจรวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา การจัดการดิน จัดการน้ำ หรือแม้กระทั่งวิธีการบริโภคผลผลิตทางการเกษตร เช่น การหุงข้าว การจัดการพืชผลทางการเกษตรที่ปลูกในพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดโอกาสที่สารพิษเหล่านี้จะตกค้างและเข้าสู่ร่างกายผ่านการบริโภคในชีวิตประจำวัน
สมพรย้ำว่า ประเด็นนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะเรื่องผลผลิตทางการเกษตรเท่านั้น แต่เชื่อมโยงไปถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพของคนในชุมชนโดยตรง หากไม่มีการวางแผนและปรับตัวอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงจากสารพิษอาจสะสมในระยะยาวและส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้
สมชาย จะลา กรรมการหมู่บ้านแคววัวดำ กล่าวว่ารู้สึกสบายใจเมื่อทราบผลตรวจซึ่งยืนยันว่าสารพิษในข้าวนั้นยังไม่เกินค่ามาตรฐาน และข้าวยังสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม แม้ผลตรวจในครั้งนี้จะสร้างความมั่นใจในระดับหนึ่ง แต่ยังกังวลต่อสถานการณ์ในอนาคต โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งในอดีตพื้นที่เคยประสบปัญหาน้ำท่วม หากเกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนอาจเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อทั้งผลผลิตและสุขภาพของคนในชุมชน
“วิกฤติที่เกิดขึ้นถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญให้ชุมชนต้องปรับตัว ในการอุปโภค บริโภคและทำการเกษตร อาจหมายถึงการเปลี่ยนวิธีเพาะปลูก การจัดการน้ำ การตรวจสอบคุณภาพผลผลิตอย่างสม่ำเสมอ หรือแม้แต่การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสารพิษให้กับคนในหมู่บ้าน มันอาจต้องเปลี่ยนจากเดิมมากพอสมควร และคงไม่ง่าย แต่ถ้าแลกกับความปลอดภัยของคนในชุมชน ผมคิดว่าเราต้องทำ” สมชายกล่าว




